ใครมีอาการมือเท้าชา ไม่ควรพลาดกับสาเหตุและวิธีป้องกันรักษาเหล่านี้ !
คงจะมีคนจำนวนไม่น้อย ที่มีอาการมือเท้าชาขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งชาชั่วคราวและชาเป็นเวลานานจนเป็นปัญหาในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเพื่อให้อาการชาหายไป เราจึงควรลองหาสาเหตุต้นตอของอาการชากันเสียก่อน
อาการมือชาเกิดจากอะไร
1. อาการเหน็บชาตามปกติ คือมีการกดทับส่วนของมือและเท้าเป็นเวลานาน ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้นได้ ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า เหน็บชา นั่นเอง
2. ร่างกายขาดวิตามีนบี
3. มีการงอข้อมือหรือกระดกข้อมือมาก ๆ จะทำให้เยื่อพังผืดไปกดรัดเส้นประสาท
4. ปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคเบาหวาน โรคพิษสุราเรื้อรัง โรคไทรอยด์ และผู้ป่วยสูงอายุ หรือเป็นภาวะที่อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณส่วนต่าง ๆ น้อยลง
5. เซลล์บางส่วนตาย มีอาการบวมของเอ็นเยื่อหุ้มเอ็นไปกดเส้นประสาทมีเดียน*ได้มากขึ้น
(เส้นประสาทมีเดียน (Median nerve) คือเส้นประสาทที่เลี้ยงฝ่ามือทางด้านนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางครึ่งนิ้ว)
วิธีการแก้อาการเหน็บชาเบื้องต้น
1. ปล่อยเอาไว้ ให้ค่อย ๆ หายเอง
2. ถ้าเป็นเหน็บที่มือ ให้บริหารมือด้วยการกำเข้าและแบออกสักพัก หรือหากจะให้หายไวขึ้นให้ทำในน้ำอุ่น
3. แก้ด้วยการนวด บีบนวดบริเวณส่วนที่เป็นเหน็บชาก็จะช่วยให้อาการหายได้ไวขึ้น แต่หากเป็นบ่อย หายช้า เราสามารถแก้ด้วยการไปใช้บริการการนวดแผนไทยได้ เพราะจะมีตำราการนวดเพื่อลดอาการเป็นเหน็บได้
4. หากเกิดอาการเหน็บชาบ่อยๆ เป็นไปได้ว่ามีร่างการขาดวิตามิน ให้ลองเสริมวิตามีนบี1 บี6 และ บี12
สมุนไพรแก้มือชา
พริก หรือ ขิง เป็นสมุนไพรที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการเหน็บชาได้
การป้องกันมือเท้าชา
เนื่องจากอาการมือเท้าชาเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ จึงต้องป้องกันจากต้นเหตุเหล่านั้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งมีวิธีการป้องกัน ดังนี้
1. รับประทานวิตามินบีอย่างเพียงพอ เพราะสาเหตุหลักของอาการมือเท้าชา เกิดจากร่างกายได้รับวิตามินบีไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องรับประทานอาหารและผักผลไม้ที่มีวิตามินบีสูง เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินบีในปริมาณที่เหมาะสมและสามารถบำรุงร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี ได้แก่ ข้าวโพด ธัญพืช ไข่แดง ตับ โยเกิร์ต และนม เป็นต้น
2. อย่านอนทับแขนหรืออยู่ท่าเดิมนานๆ เพราะจะทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ ส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวกจนก่อให้เกิดอาการชาในที่สุด โดยอาจเปลี่ยนท่านอน หรือเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ ก็จะช่วยป้องกันอาการมือเท้าชาได้
3. รับประทานผักผลไม้ที่มีประโยชน์ เพราะผักผลไม้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกายเป็นจำนวนมาก นอกจากจะช่วยลดการเกิดอาการมือเท้าชาแล้ว ยังช่วยบำรุงสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย
4. ไม่ละเลยเมื่อมีอาการมือเท้าชา ไม่ควรนิ่งนอนใจและคิดว่าไม่ต้องกังวลอะไร เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคร้ายบางโรค รวมทั้งอันตรายจากภาวะหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท ซึ่งอาจเสี่ยงต่ออาการอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ ดังนั้น เมื่อมีอาการมือเท้าชาบ่อยๆ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงทันที
5. ดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจากโรคที่เป็นสาเหตุ โดยเฉพาะโรคที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการมือเท้าชา เช่น โรคเบาหวาน โรครูมาตอยด์ หรือหากใครที่เป็นโรคเหล่านั้นอยู่ ก็ควรรักษาและดูแลสุขภาพของตนเองอย่างเคร่งครัดเช่นกัน
สิ่งสำคัญที่ควรระวัง
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน เพราะอาการเหน็บชาที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากโรคที่เกิดในร่างกายของเรา ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
1. มีอาการเหน็บชาแม้ไม่ได้นั่งกดทับในส่วนนั้น ๆ
2. เกิดอาการเหน็บชาบ่อยๆ
3. เกิดภาวะเส้นประสาทข้อมือถูกกดทับ โดยจะมีอาการดังต่อไปนี้ ชาบริเวณปลายนิ้วอาจจะเป็นนิ้วหัวแม่มือนิ้วชี้ นิ้วกลาง บางนิ้วหรือทั้ง 3 นิ้ว รวมทั้งนิ้วนางครึ่งนิ้ว ชามากขึ้นเวลาทำงาน หรือชาตลอดเวลา และ มีอาการกดเจ็บบริเวณฝ่ามือ
4. มีอาการเหน็บชารวมกับอัมพาต (แขนหรือขาอ่อนแรง) แอ่นคอ เอี้ยวคอไม่ได้ และ/หรือแอ่นตัว เอี้ยวตัวไม่ได้ และ/หรือ ผิวหนังบริเวณนั้นเปลี่ยนสีไป
5. รักษาด้วยตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น
*หากคุณเกิดอาการที่กล่าวมาข้อใดข้อหนึ่งใน 5 ข้อข้างต้น ให้รีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน
ที่มา : http://www.ops.moe.go.th
ใครมีอาการมือเท้าชา ไม่ควรพลาดกับสาเหตุและวิธีป้องกันรักษาเหล่านี้ !
Reviewed by asawa panbua
on
ตุลาคม 07, 2562
Rating:
Reviewed by asawa panbua
on
ตุลาคม 07, 2562
Rating:



ไม่มีความคิดเห็น: